รู้จักกับคอสเพลย์ /

บทความนี้เขียนที่แรกใน Blog ของตัวผมเองนะครับ ^^" เขียนขึ้นจากกรณีรายการ "หลุมดำ" ที่มีประเด็นเกี่ยวกับการ์ตูนในด้่านลบ แต่ได้นำคอสเพลย์ไปประกอบจนอาจจะทำให้คนเข้าใจผิดได้ว่าคอสเพลย์เป็นสิ่งที่ไม่ดี ก็เลยลองเขียนบทความนี้ดูนะครับ

::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

Cos'Play หรือ Costume Play

คำๆนี้หลายคนคงรู้ความหมายกันพอสมควรแล้วคือ "การเล่นเลียนแบบแต่งตัว รวมไปถึงบุคลิก ท่าทาง ของตัวละคร หรือ ตัวคาแรกเตอร์ที่เราชื่นชอบ"

และในหัวของทุกๆคน ก็จะนึกถึง คนๆหนึ่งที่แต่งตัวเลียนแบบการ์ตูน

ถ้าเรากลับมามองที่แก่นก่อนว่า คำว่า "คอสเพลย์" มันเป็นเพียงคำคำหนึ่งที่เราสร้างขึ้นเพื่อนิยามความหมายแล้ว รูปแบบวัฒนธรรมคอสเพลย์ดูจะเริ่มมีมาก่อนคำว่า "คอสเพลย์" นานแล้วเหมือนกัน

การแต่งกายเลียนแบบบุคคล หรือ ตัวละครที่เราชื่นชอบนั้น ดูจะเป็นวัฒนธรรมหนึ่งที่เกิดขึ้นอยู่แล้วทั่วโลก

ถ้านึกง่ายก็คง เช่น ฝรั่งแต่งตัวเลียนแบบ เอลวิส ได้ละมั้ง โดยสรุปแล้ว การแต่งกายเลียนแบบตัวละครต่างๆนั้น มันเกิดขึ้นเพราะ ความอยากที่จะเป็นคนๆนั้นสักวันหนึ่ง หรือจะว่ารุปแบบวัฒนธรรมนี้เกิดมาจากความรู้สึก "ชื่นชอบและรัก" ก็คงไม่ผิดนัก

ทว่า เมื่อคำว่า Cos'Play เกิดขึ้นมาและได้รับรู้ถึงการแต่งกายโดยเลียนแบบตัวการ์ตูนมากที่สุด ส่วนมากจะนึกถึงเป็น การเลียนแบบเฉพาะการ์ตูนเท่านั้น แม้ว่าจะมีทั้งการแต่งตามศิลปินที่ชื่นชอบ หรืออะไรอีกมากก็ตาม

ปัจจุบันสังคมไทยเริ่มรู้ตัวแล้วว่า วัฒนธรรมคอสเพลย์ในไทยนั้นมีและเติบโตขึ้นเร็วมาก และแน่นอนว่าก็มีกระแสต่อต้านขึ้นมา

บ้างก็ว่า "พวกบ้าญี่ปุ่น".....ในจุดนี้จริงๆแล้ว ถ้ามองดีๆ ทำไมเราถึงคอสการ์ตูนญี่ปุ่นเป็นหลัก...ก็เพราะว่าการ์ตูนไทยยังไม่เติบโตอย่างเพียงพอที่จะทำให้คนการ์ตูนสนใจเต็มที่

หากสักวันหนึ่ง การ์ตูนไทยเฟื่องฟู ผมก็เชื่อว่าหลายๆคนก็คงจะคอสการ์ตูนไทยกันมากขึ้น...แล้วทีนี้ก็จะเกิดคำถามหนึ่งที่ว่า งั้น "คอสเพลย์มันเกี่ยวอะไรกับบ้าญี่ปุ่น" หรือต่อให้สมมุติว่าโลกนี้การ์ตูนอินเดียนั้นครองโลก ผมก็เชื่อว่าคนญี่ปุ่นก็ต้องแต่งคอสตาม "การ์ตูนอินเดีย"

เพราะฉะนั้น หากมองที่แก่นจริงๆ จะเห็นว่า คอสเพลย์ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการชาตินิยมเลยสักนิด

บ้างก็ว่า "กิจกรรมไร้สาระ"....ในจุดนี้ก็ต้องบอกว่า ทุกวันนี้เราทำกิจกรรมมีสาระตลอดเวลาหรือ...กลับกันผมมองว่า มันมีสาระ เพียงแต่คนที่ไม่เปิดใจยังไงๆก็ไม่เห็นว่ามันมีสาระ

สาระของมันไม่ใช่ความรู้ที่ได้จากหนังสือ แต่มันคือ ประสบการณ์การเรียนรู้ต่อสังคม

ถามว่าคอสเพลย์ให้อะไร หลายๆคนก็จะตอบคล้ายๆกัน เช่น ทำให้รู้จักการเข้าสังคม ทำให้รู้จักการกล้าแสดงออก รู้จักวิธีทำชุด ทำอุปกรณ์

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่หาได้ในห้องเรียนทั่วไป...แต่ทว่า ยังมีอีกหลายๆคนเชื่อว่า "ความรู้สำหรับเด็กมาจากห้องเรียน" เท่านั้น

บ้างก็ว่า "มันเป็นกิจกรรมฟุ่มเฟือย"....ผมไม่เถียงในจุดนี้ แต่กลับกันก็ต้องย้อนกลับไปถามว่า แล้วกิจกรรมอื่นๆไม่ฟุ่มเฟือยหรือ

หากสมมุติว่า การไปดูหนัง ชอปปิ๊ง ซื้อของมาตกแต่งบ้าน บลาๆๆ ที่เป็นการใช้เงินเพื่อ "ความพอใจของตัวเอง" แล้วละก็ คอสเพลย์ก็เป็นหนึ่งในกิจกรรม เพื่อ "ความพอใจ" เช่นกัน และ ในจุดนี้ ถ้าเราพลิกดีๆ มันก็คือการเรียนรู้การบริหารเงินเช่นกัน

แล้วข้อเสียของคอสเพลย์จริงๆแล้วละ

จุดนี้น่าสนใจ

ลองคิดดูดีๆว่า กิจกรรมนี้จริงๆมันก็คือ การใส่ชุดเลียนแบบตัวละคร แม้ว่า ในหลายๆครั้งชุดอาจจะดูแฟนซีแต่ทว่า

การใส่ชุดแปลก กับ การใส่ชุดอยู่บ้าน....ความแตกต่างของทั้ง 2 อย่างนี้จริงๆมันแตกต่างแค่นิดเดียว

เพราะไม่ว่าคุณจะใส่ชุดอะไร คุณก็คือคุณ ความเป็นตัวตนของเราไม่ได้เปลี่ยนไป ใช่ว่า ใส่ชุดคอสแล้วนิสัยเปลี่ยน จิตใจเปลี่ยน

แล้วข้อเสียของคอสเพลย์คืออะไร.....ถ้ามองกลับกันว่า แค่เปลี่ยนจากชุดธรรมดาๆ เป็น ชุดแปลกๆคอสเพลย์ คุณได้อะไรมาบ้าง...ผมว่าคำถามหลังดูจะตอบได้ง่ายกว่า (แต่ว่าข้อเสียทางอ้อมของคอสเพลย์นั้นดูจะเหมือนทำให้เด็กเสียการเรียนในบางคน หรือ ลุ่มหลงไป...ในจุดนี้ถ้ามองว่าเป็นข้อเสียของคอสเพลย์คงไม่ถูกทั้งหมดนัก แต่เป็นความผิดพลาดของ "การบริหารเวลากับชีวิตของตัวเอง" แต่ละบุคคลมากกว่า)

โดยสรุปแล้ว การที่เราเปลี่ยนจากชุดธรรมดาเป็นชุดแฟนซีนั้น.....มันไม่ได้เลวร้ายอะไรนัก มันไม่ใช่การดูถูกวัฒนธรรม ไม่ใช่เด็กใจแตก ไม่ใช่เด็กบ้าญี่ปุ่น

มันเป็นเพียงเด็กที่เปลี่ยนชุดเพื่อได้ประสบการณ์ ความสนุกสนาน และความสุข

แล้วที่นี่ คอสเพลย์มันผิดตรงไหนหรือ หรือที่มันผิดเพราะหลายๆคน ไม่ยอมเปิดใจ
มันคงอารมณ์ที่ว่า "ถ้าใครแต่งชุดไทยออกจากบ้าน แล้วกลายเป็นของแปลก" นี่สิ น่าสนใจกว่าว่า เราได้สร้างระบบค่านิยมอะไร ทำให้คนไทยมองชุดของชาติตัวเองเป็นเรื่องแปลก นี่น่าจะเป็นจุดน่าเป็นห่วงทางวัฒนธรรมมากกว่ามาบอกว่าคอสเพลย์เป็นพวกบ้าญี่ปุ่น

แต่ว่า โลกใบนี้ ซึ่งคุณค่านั้นถูกตัดสินอย่างฉาบฉวยด้วย "รูปธรรม" โดยมองข้าม "นามธรรม"

ประสบการณ์ ความรัก ความชื่นชอบ ความกล้าแสดงออก การรู้จักเข้าสังคม ฯลฯ ล้วนแต่เป็นประโยชน์จากคอสเพลย์ซึ่งเป็นนามธรรมเสียส่วนใหญ่ และโลกใบนี้นั้น เมื่อเห็นว่า สิ่งใดไม่สามารถแสดงประโยชน์ทางรูปธรรมได้ชัดเจน มักจะถูกตัดสินว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดีไปเสียก่อน

แม้แต่ อุปกรณ์เสริมของคอสเพลย์ ชุดแต่งกายของคอสเพลย์ ภาพถ่าย ต่างๆนั้นจะเป็นรูปธรรม แต่จริงๆแล้วมันเป็นเพียงผลงานซึ่งแสดงถึงนามธรรมในสิ่งที่เรียกว่า ฝีมือ (skill) เสียอีก...(และอาจจะโดนมองว่าฟุ่มเฟือยซะงั้น)

สุดท้ายแล้ว มันไม่ได้อยู่ที่ความแตกต่างระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ หรือ วัฒนธรรม หรือ อะไรทั้งสิ้น

เคยรู้สึกไหมว่า คนเราบางครั้ง เมื่อเห็นอะไรที่แตกต่างจากปกติหรือจากตัวเอง จะมองว่าเป็นเรื่องตลกหรือประหลาด หนักหน่อยก็ว่าประสาท...บางคนแม้อยากจะลองทำบ้างแต่ถ้าสังคมรอบตัวมองว่าสิ่งนั้นประหลาด ก็ทำให้ไม่กล้าและเออออตามสังคม ด่าว่าสิ่งนั้นว่าประหลาดเช่นกัน

หรือจริงๆแล้ว มันอยู่ที่ "การไม่ยอมรับในสิ่งที่แตกต่างจากตัวเอง" เท่านั้นละมั้ง เพราะแตกต่างจึงต้องพยายามหาข้อผิด เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่า สิ่งที่ตนเป็นอยู่นั้น ถูกต้องเสมอ

บทเสริม
อนึ่ง สำหรับคอสเพลย์นั้น ปัจจุบันหลายๆคนมีแนวคิดที่จะพัฒนาสู่การเป็นมืออาชีพ...ในส่วนนี้ความเห็นส่วนตัวคือ คอสเพลย์ต้องมีมืออาชีพด้วยหรือ ? คือ อย่างกรณีคนทำอุปกรณ์เสริมนั้น ยังพอมีเส้นทางไปสู่การเป็นคนทำมัสคอต คนทำนู้นทำนี่ตาม skill ที่ได้ประสบการณ์มา...ตากล้องก็สามารถไปเป็นช่างภาพ นักข่าว หรืออะไรตาม skill เช่นกัน.....แต่คอสเพลย์นั้น การจะขยับไปสู่การเป็นมืออาชีพนั้น ฟังดูอาจจะแปลกๆ ถ้าจะบอกว่า คอสเพลย์มันคือความชอบ ความสุข ...คอสเพลย์มืออาชีพคืออะไร ?

แต่ถ้ามองว่า คอสเพลย์นั้นให้ skill อะไร ต่ออาชีพอื่นๆนั้น ยังมองได้ง่ายกว่า เช่น การเป็นพรีเซนเตอร์ เป็นทางด้านบันเทิง ที่อาศัย skill ที่ได้จากคอสเพลย์ เช่น การกล้าแสดงออก เป็นต้น ซึ่งส่วนตัวแล้วดูจะเป็นสิ่งที่เป็นไปได้และเห็นได้อย่างชัดเจนมากกว่า


บทนี้แอบยาวแฮะ =w=

29 สิงหาคม 2548 โดย Googgig

BACK
Main URL Props & Ops !!
<xmp>